บรรพบุรุษบางแก้ว
โดย วิวัฒน์ ศรสุวรรณรังสี - Tuesday, 24 August 2004, 06:34AM
 

เรื่องที่จะมาเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ผมได้คัดลอกมาจาก คอลัมภ์สวนสัตว์ แสนสุข ของนิตยสารแสนสุข ( นิตยสาร เมื่อประมาณ 30 -40 ปีก่อน ) ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า สีน้ำ 

เห็นว่าน่าสนใจดี เนื่องจากพูดถึงบรรพบุรุษของบางแก้ว

เลยเอามาโพสให้ลองอ่านดูกันครับ

 

ตอบ: บรรพบุรุษบางแก้ว
โดย วิวัฒน์ ศรสุวรรณรังสี - Tuesday, 24 August 2004, 06:37AM
 

หมาป่า ( wolf )

สมมุติว่าคุณหิวจัดเต็มที่ เข้าไปขโมยของคนอื่นเขากิน  เจ้าของเขาจับได้  แล้วเอากุญแจมือใส่ข้อมือคุณข้างหนึ่ง  และกุญแจอีกข้างหนึ่งหนึ่ง ใส่เอาไว้กับเสา กันคุณหนี

บังเอิญคุณมีมีดอยู่เล่มหนึ่ง  คุณจะใจเด็ดพอจะใช้มีดตัดข้อมือคุณทิ้งเพื่อหนีเอาตัวรอดไหม?

 

คุณจะใจเด็ดหรือไม่  ผมไม่รอคำตอบของคุณละ  แต่ผมขอบอกว่า หมาป่าตัวหนึ่ง ใจเด็ดพอที่จะกัดขาของมันให้ขาด เพื่อให้หลุดจากกับซึ่งดักมันเอาไว้

 

หมาป่าเป็นสัตว์ประเภทกินเนื้อที่ใจคออำมหิตและดุร้าย  มันมีทั้งความกล้าหาญ และความสามารถในการต่อสู้เป็นเยี่ยม  นอกจากนั้นมันยังมีความเฉลียวฉลาด และความอดทนเป็นเลิศอีกด้วย

 

ในอดีต หมาป่าเคยมีอยู่ทั่วไปในทวีปยุโรป  ส่วนใหญ่ของเอเชียและอเมริกาเหนือ มันเป็นสัตว์ประเภทเลี้ยงลูกด้วยนมที่มีอาณาเขตในการท่องเที่ยวหากินกว้างขวางไพศาลกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด

 

ปัจจุบันนี้มีหมาป่าที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางอยู่ 2 ชนิดคือ หมาป่าสีเทา GREY WOLF และหมาป่าสีแดง RED WOLF

หมาป่าสีเทามีอยู่ตามป่าของยุโรปภาคเหนือ ในเอเชีย และอเมริกาเหนือ

ส่วนหมาป่าสีแดง  มีอยู่เฉพาะทางตอนกลางและตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา

 

นอกจากหมาป่า 2 ชนิดดังกล่าวแล้ว  ยังมีหมาป่าพันธุ์ท้องถิ่นต่าง ๆ อยู่อีกมากมายหลายชนิด  ซึ่งแต่ละชนิด

มีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกัน  และสีก็แตกต่างกันด้วย

 

หมาป่าสีเทา  เป็นหมาป่าที่มีขนาดใหญ่กว่าชนิดอื่น ๆ มันมีความยาวของลำตัวรวมทั้งศีรษะ ประมาณ 42-54 นิ้ว และหางยาว 11.5 ถึง 22 นิ้ว ความสูงแค่ระดับไหล่ประมาณ 38 นิ้ว  น้ำหนักของมันตั้งแต่ 60-150 ปอนด์  หมาป่าส่วนน้อยซึ่งอยู่ตอนเหนือสุดของภาคเหนือ  มักจะตัวโตและมีน้ำหนักมากกว่าบรรดาหมาป่าส่วนใหญ่ทั่ว ๆ ไป  ที่อลาสกาเคยมีผู้ยิงหมาป่าสีเทาได้ตัวหนึ่ง  มันมีน้ำหนักถึง 175 ปอนด์  หนักกว่าผู้เข้าประกวดนางสาวไทยปีนี้ ทุก ๆ คน ประมาณ 65 ปอนด์

 

หมาป่าสีแดง มีรูปร่างปราดเปรียวกว่าหมาป่าสีเทามาก  มันมีน้ำหนัก ประมาณ 33 ปอนด์เท่านั้นเอง  มีเหมือนกันที่ตัวใหญ่ ๆ หนัก 70-80 ปอนด์  แต่มีน้อยมาก

 

หมาป่าทั้งสองชนิด มีรูปร่างลักษณะคล้ายหมาธรรมดา DOGาก  มันมีศีรษะขนาดใหญ่  มีใบหูกลมมน และตั้งตรงเหมือนหมาอัลเซเชี่ยน  จมูกยาว  ขากรรไกรแข็งแรงมาก  ขากรรไกรแต่ละข้างมีฟันอยู่ 6-7 ซี่  ขาของมันยาวเรียว  ขาหลังแต่ละข้างมีเพียง 4 นิ้ว  ส่วนขาหน้ามี 5 นิ้ว  แต่ละนิ้วมีเล็บเหมือนหมาธรรมดาคือ หดเก็บไม่ได้  เวลาหมาป่าโกรธมันจะพองขนยาว ๆ ตรงต้นคอของมันออกทำให้ตัวมันดูโตขึ้นกว่าความเป็นจริงและดูน่ากลัวขึ้นด้วย

 

หมาป่ามีต่อมกลิ่น SCENT GLANDยู่ต่อมหนึ่ง  ทางด้านบนของหาง ตรงใกล้ ๆ โคนหาง  ต่อมกลิ่นนี้ทำให้หมาป่าจำกลิ่นของพี่น้องร่ววมครอกพรรคพวกร่วมฝูงของมันได้

 

สีของหมาป่าสีเทานั้น  ตามปรกติลำตัวจะเป็นสีเทาและมีสีดำแกมประปราย  ที่ใต้ท้องและที่ขาเป็นสีขาวแกมสีเหลือง แต่ก็มีไม่น้อยเหมือนกันที่มีลำตัวสีดำ  และสีดำจาง ๆ  หมาป่าสีเทาที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเลอาร์กติกของอลาสกา  และแคนาดาตะวันออก  ซึ่งเป็นดินแดนของน้ำแข็ง  หมาป่าบางตัวจะมีสีขาวตลอดปีเพื่อให้กลมกลืนกับภูมิประเทศ  ซึ่งเป็นอาณาเขตหากินของมัน  แต่โดยทั่ว ๆ ไปมักจะมีสีปนกันระหว่างสีขาวกับสีเทา  และมีแต้มเป็นสีน้ำตาล

 

ส่วนหมาป่าสีแดงนั้น  มันจะมีสีน้ำตาลแกมเหลืองเสียเป็นส่วนมาก

 

หมาป่าทั้ง 2 ชนิด ขอบอาศัยอยู่ตามป่าหรือทุ่งโล่ง  หมาป่าจะออกล่าเหยื่อ ทำมาหากินในเวลากลางวัน   ส่วนเวลากลางคืนมันจะหลับนอน พักผ่อนอยู่ในโพรงของมันซึ่งขุดลึกลงไปในพื้นดิน  หรือตามหมู่โขดหิน  หรือ ข้าง ๆ ขอนไม้ใหญ่ ๆ

 

การออกทำมาหากินหรือการออกล่าเหยื่อ  ส่วนมากหมาป่ามักจะร่วมมือร่วมใจออกหากินกันเป็นครอก ๆ พ่อแม่และลูก ๆ หรือเป็นฝูงตั้งแต่ 10-24 ตัว  แต่ที่แบ่งออกหากินตามลำพังตัวเดียว หรือเป็นคู่ ๆ ก็มีเหมือนกัน

 

หมาป่าตัวใหญ่ ๆ เพียงตัวเดียว  สามารถฆ่าวัวขนาดย่อม ๆ กินได้  แต่ถ้าหากมันออกร่วมล่าเป็นฝูง  มันก็อาจจะล้อมกรอบสัตว์ใหญ่ ๆ เช่น กวางมูส MOOSE  วางเอลด์ ELK  ึ่งเป็นกวางขนาดใหญ่ได้อย่างสบาย ๆ

 

สัตว์ที่ร่วมมือกันล่าเหยื่อเป็นฝูงนั้น  จะต้องเป็นสัตว์ที่มีความเฉลียวฉลาด และทุกตัวจะต้องมีการประสานงานกันเป็นอย่างดี  เหมือนกับการเล่นฟุตบอล  จะต้องรู้ทิศทางและรู้ใจกัน  สัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมเท่านั้นจึงจะมีคุณสมบัติดังกล่าวนี้ และหมาป่าเป็นสัตว์ที่มีความสามารถในการนี้เหนือกว่าสัตว์อื่น ๆ  หมาป่ารู้จักเลือกเหยื่อตัวที่อ่อนแอ และกระจายกำลังออกล้อมกรอบ  หลอกล่อ  ทำทีจะเข้าจู่โจมให้เหยื่อวิ่งหลบหนี  จนกระทั่งอ่อนกำลังลง มันก็จะตรูเข้า  ’เจี้ยะ-พรึบ’ เสียตามระเบียบหมาป่า
ตอบ: บรรพบุรุษบางแก้ว
โดย วิวัฒน์ ศรสุวรรณรังสี - Tuesday, 24 August 2004, 06:50AM
 

ตามปรกติ หมาป่าจะวิ่งได้ประมาณชั่วโมงละ 22-24 ไมล์  ถ้าหากระยะทางสั้น ๆ มันอาจจะเร่งฝีเท้าได้ถึง 28 ไมล์ต่อชั่วโมง  หมาป่าเป็นสัตว์ที่มีพละกำลังและความอดทนอย่างน่าทึ่ง  มันอาจวิ่งติดต่อกันได้ครั้งละหลาย ๆ ไมล์  และถ้าหากมีความจำเป็น  มันอาจจะวิ่งได้ตลอดทั้งวันก็ได้

การที่หมาป่ามีพละกำลัง และความอดทนเหนือกว่าสัตว์ขนาดใหญ่ทุกชนิดนี้เองจึงทำให้มันสามารถล่าเหยื่อได้อย่างสบาย  หมาป่าจะออกเดินทางท่องเที่ยวหากินเป็นระยะทางไกล และบริเวณกว้างขวางมาก  เคยมีบันทึกเอาไว้ว่า  หมาป่าสีแดงตัวหนึ่งที่รัฐโอคลาโฮมา ในสหรัฐอเมริกา  ตระเวนออกหากินเป็นระยะทางถึง 125 ไมล์ ภายในเวลา 2 สัปดาห์  ซึ่งในการนี้มันต้องข้ามภูเขาสูงถึง 4 แห่ง  และนอกจากมันจะมีความสามารถบนบก อย่าดีเลิศแล้ว  หมาป่ายังมีความสามารถในการว่ายน้ำเป็นอย่างดีอีกด้วย  และมันใช้ฝีมือในเรื่องนี้ในการล่าเหยื่อ  คือไล่ต้อนเหยื่อให้ลงไปจนมุมอยู่ในน้ำ

 

หมาป่าจะใช้ทางเดินของสัตว์ต่าง ๆ ให้เป็นประโยชน์ในการล่าเหยื่อ  โดยเฉพาะทางเดินซึ่งอยู่ในทุ่งโล่ง  มันจะวิ่งตระเวนหาเหยื่อไปตามทางเดินของวัวและควาย 

เวลามันวิ่งไปไกล ๆ  มันก็กลัวหลงทางกลับบ้านไม่ถูกเหมือนกัน  พรานป่าเวลาเข้าป่าลึก ใช้มีดสับต้นไม้ให้เป็นรอยเอาไว้  เวลาจะกลับก็อาศัยรอยที่ทำเอาไว้  แต่หมาป่ามันไม่มีมีด  มันเลยใช้ ‘ อึและฉี่ ’ ของมันเป็นที่สังเกต  เวลามันตระเวนไปหาเหยื่อไกล ๆ  มันก็จะ ’ อึและฉี่ ’ เอาไว้เป็นระยะ ๆ

 

หมาป่าเป็นสัตว์ที่กินอาหารได้จุมาก  มันสามารถกินอาหารมื้อเดียวได้ถึง 1 ใน 5 ของน้ำหนักตัวของมัน

 

พูดอย่างนี้คงจะไม่ซึ้ง  เห็นจะต้องพูดเปรียบเทียบให้เข้าไส้  คนที่กำลังเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟังอยู่ หนัก 60 กิโลกรัม  ถ้ากินข้าวมือละ 12 กิโลกรัม  คุณวิชิต ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ฉบับนี้  คงจะต้องให้ค่าเขียนเรื่องนี้หลายพันบาท  ถึงจะพอกิน หรือไม่คุณกัลยาก็คงต้องขึ้นราคาค่าจ้างตัดเสื้ออีกหลายเท่าตัวถึงจะพอเลี้ยง

 

และการกินจุของหมาป่า ดังกล่าวนี้ ทำให้มันมีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มขึ้นในตัวของมันอีกอย่างหนึ่ง  คือมันอาจจะไม่ต้องกินอะไรเลยก็ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง  คุณสมบัตินี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  ในเวลาเฝ้ารอเหยื่อและติดตามเหยื่อ

 

นอกจากสัตว์ใหญ่  จำพวกวัวควายและกวางแล้ว  หมาป่ายังกินสัตว์ได้อีกหลายชนิดเช่น หนู กระต่าย กระรอก ปู ปลา  หิว ๆ เข้า ซากสัตว์เน่ามันก็กัดฟันกินเหมือนกัน  ก็เหมือนคนที่ไปเก็บเศษอาหารจากกองขยะที่พนักงานเทศบาลขนมาทิ้ง เอาไปล้างน้ำกินนั่นแหละครับ

 

ถ้าหากอาหารตามธรรมชาติไม่มีกินหนักเข้า  หมาป่าก็จะรุกรานเข้ามารังควานสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน  ไม่ว่าวัวควาย  แพะ  แกะ  เป็ด  ไก่  ก็เหมือนคนอีกนั่นแหละ  หิวเข้าจริง ๆ ก็ลักขโมยชาวบ้านกิน  แต่ใจไม่เด็ดเท่าหมาป่า  เพราะยังไม่เคยได้ยินข่าวขโมยคนไหนใจเด็ดตัวมือตัวเองทิ้งเพื่อหนีตำรวจสักราย
ตอบ: บรรพบุรุษบางแก้ว
โดย วิวัฒน์ ศรสุวรรณรังสี - Tuesday, 24 August 2004, 07:04AM
 

คราวนี้มาพูดกันเรื่อง การแพร่พันธุ์ของหมาป่า

 

โดยปกติ หมาป่าจะผสมพันธุ์กันระหว่างเดือนมกราคม ถึงเดือนมีนาคม  พอผสมพันธุ์กันแล้ว  มันก็จะตั้งท้องประมาณ 60-62 วัน  เท่าหมาบ้าน

 

หมาป่าเป็นสัตว์ลูกดก  ครอกหนึ่งมีตั้งแต่ 5-14 ตัว  แต่โดยปกติมักจะมี 7 ตัว  มันจะออกลูกในถ้ำหรือโพรงใต้ดิน  ซึ่งตัวเมียเป็นผู้ขุดขึ้น

 

เมื่อแรกเกิดลูกหมาป่ายังไม่ลืมตา  ลูกหมาป่ามีขนอ่อนนุ่มสีน้ำตาลปนดำแบบสีเขม่าไฟ  ยกเว้นในย่านอาร์กติก ซึ่งสัตว์ต่าง ๆ มักจะมีสีขาวตามภูมิประเทศ  ลูกของหมาป่าจะมีขนสีฟ้าอ่อนหรือสีเทามัว ๆ

 

หลังจากเกิดแล้ว 5-9 วัน  ลูกหมาป่าก็จะลืมตา  พออายุได้ 18 เดือน มันก็โต  และแข็งแรงพอที่จะล่าเหยื่อกินเองได้  พ่อและแม่ของมันจะช่วยกันสอนลูก ๆ ให้รู้จักวิธีการล่า และสังหารเหยื่อ  และลูกหมาป่าจะอยู่กับพ่อแม่ของมันต่อไปอีกชั่วระยะหนึ่งและมันจะค่อย ๆ แยกฝูงไปเองตามธรรมชาติ

 

ธรรมชาตินั้นคืออะไร ?

ก็คือการผสมพันธุ์น่ะซีครับ  หมาตัวเมียจะผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 2 ปี หมาตัวผู้เมื่ออายุ 3 ปี

มันเป็นธรรมชาติของหมาป่าเมื่อรู้จักหากินเองได้แล้ว  รู้จักผสมพันธุ์แล้ว ก็จะแยกตัวออกไปจากฝูง

 

ถ้าหมาป่ามันรู้ว่า  มีมนุษย์จำนวนไม่น้อยที่โตจนมีเมียมีผัว  รู้จักผสมพันธุ์กันแล้ว  แต่ไม่รู้จักทำมาหากิน  ต้องอาศัยบ้านพ่อแม่อยู่  อาศัยข้าวพ่อแม่กิน  หมาป่ามันคงจะหอน 3 วัน 3 คืนไม่ยอมเลิก  เพราะมันภูมิใจว่ามันดีกว่ามนุษย์เหล่านั้น

 

ผมเขียนอย่างนี้  คงมีคนหมั่นไส้ผมที่เชียร์หมาป่า  จะด่าก็ด่าเถิดครับ  ผมอยากให้คนทุก ๆ คนสร้างตัวเองเป็นตัวของตัวเองนี่ครับ

 

ศัตรูอันยิ่งใหญ่ของหมาป่าคืออะไรเอ่ย ?

ไม่ใช่เสือ  ไม่ใช่ช้าง  สัตว์ตัวโต ๆ หรอกครับ  ศัตรูของหมาป่าทุกชนิดก็คือ สัตว์ 2 ขา  มนุษย์เรานี่แหละครับ

 

ความเจริญของโลก ทำให้ป่าและสัตว์ป่าซึ่งเป็นอาหารของหมาป่าน้อยลงทุกที  หมาป่าจึงต้องรุกรานสัตว์เลี้ยงของมนุษย์  มนุษย์ก็ต้องหาทางกำจัดหมาป่าสารพัดวิธี  เท่าที่จะคิดค้นได้  วางกับดัก  ใส่ยาพิษเอาไว้ในเหยื่อที่เป็นอาหารของหมาป่า  ควบม้าไล่ยิงด้วยปืน  จนกระทั่งเอานักแม่นปืนขึ้นเครื่องบินออกไล่ยิง ฯลฯ

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ตอบ: บรรพบุรุษบางแก้ว
โดย ไตรสิทธิ์ . - Tuesday, 24 August 2004, 08:09AM
 
ขอบคุณคุณวิวัฒน์ครับ  กำลังอ่านสนุกอยู่เลย  จบแล้ว    เข้าใจว่าคงยังมีต่อนะครับ    อยากรู้ว่าผู้เขียนจะโยงไปเรื่องบางแก้วอย่างไร    ผู้เขียนเป็นใคร   เขียนไว้นานแค่ไหนแล้วครับ   คงไม่ใช่ ๔๐ ปีที่แล้วนะครับ   ตอนนั้นเข้าใจว่าคนยังไม่รู้จักบางแก้วกันเลย
คุณวิวัฒน์จะเลือกหมาบางแก้วมาเลี้ยง   ต้องดูให้ดีนะครับ   อย่าให้มีปัญหากับหมาพันทาง ๒ ตัวที่บ้าน    วันอาทิตย์นี้ ลองมาร่วมงานของชมรมไทยบางแก้วดูซิครับ   คุณอาทรที่รักหมาและกำลังหาหมาบางแก้วมาเลี้ยง   ก็จะไปเช่นกัน  ดูรายละเอียดที่ปฏิทินครับ
พูดถึงหมาไทย
โดย วิวัฒน์ ศรสุวรรณรังสี - Thursday, 2 September 2004, 11:08PM
 

เรื่องที่จะนำมาเล่าต่อไปนี้  ผู้เขียนพูดถึงหมาไทยครับ

แต่ไม่ได้พูดถึงบางแก้ว ( เข้าใจว่าตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จัก  เนื่องจากเรื่องนี้เขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2514 )  สำหรับผู้ที่สนใจเชิญติดตามได้ครับ

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

คุณ ๆ ผู้อ่านครับ

ผมเขียนเรื่องหมามาก็มากมายหลายเรื่องแล้ว ล้วนแต่เป็นหมาฝรั่งทั้งสิ้น ยังไม่ได้เอ่ยเรื่องหมาไทยเลย จะเอ่ยยังไงล่ะครับ ตำราไม่มีจะให้ค้นนี่ครับ แต่เพื่อให้เรื่อง ‘ หมา-เพื่อนแท้ของมนุษย์ ’ นอกจากอ่านเล่น ๆ แล้ว ยังจะเป็นประโยชน์แก่คนรักหมาทั้งหลาย ผมจึงได้ไปติดต่อขอความกรุณาจากคุณหลวงปริพจน์พจนพิสุทธิ์ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับหมาไทยมากที่สุดในเมืองไทยให้ท่านกรุณาเขียนเรื่องหมาไทยและท่านก็ได้กรุณาเขียนมาแล้วดังต่อไปนี้ ...

หมาไทย

หมาไทยในที่นี้ข้าพเจ้าหมายถึงหมาไทยแท้ ๆ ไม่มีเลือดต่างประเทศปน จะเห็นได้ในต่างจังหวัด เฉพาะอย่างยิ่งตามบ้านนอกตามไร่ตามนา ซึ่งไม่มีหมาต่างประเทศเข้าไปปะปน ตามทางรถไฟที่ออกสู่ภาคต่าง ๆ จะเห็นเช่นเดียวกัน หมาพวกนี้คอยหาเศษอาหารที่ผู้โดยสารโยนทิ้ง ตามตลาดสด ต่างจังหวัดก็เช่นเดียวกัน มีตลอดทุกภาคของประเทศไทย ขอยกเว้นหมาชาวเขาซึ่งเรียกกันว่า ‘ หมาแม้ว ’ ซึ่งผิดกับหมาไทย หมาไทยเหล่านี้ หูตั้งตรงทั้งนั้น หูตกนาน ๆ จะเห็นครั้งหนึ่ง จึงควรถือว่าหูตั้งเป็นมาตรฐานตามส่วนมาก

หางหมาไทยมีหลายอย่างต่าง ๆ กัน ไม่เป็นแบบเดียวกัน เช่น งอม้วนเป็นขนมกงวงเดียวบ้าง หลายวงบ้าง ไพล่บนหลังก็มี, งอเหมือนตัวยูในภาษาอังกฤษเหนือหลังก็มี บางตัวหางชี้ไปบนฟ้า บางตัวทอดไปทางหลังเหมือนดาบตั้งสู้ หางทอดไปทางหลังนี้จัดว่า งาม เพราะทำให้แลเห็นลำตัวหมายาวและเป็นสง่าขึ้น หมาไทยหางตกเหมือนหมาเลี้ยงแกะเยอรมัน ( แอลเซเชี่ยน ) นั้น ไม่มี ถ้าหมาอยู่ในลักษณะหางตกเช่นนี้แปลว่าหมามีความกลัวหรือตกใจ หมาต่างประเทศบางชนิด วางมาตรฐานให้ตัดหางสั้นบ้าง ยาวบ้าง ตามแต่ลักษณะและประเภทของหมา เพื่อให้เป็นแบบเดียวกันและมิให้เกะกะ ในประเทศไทยไม่นิยมตัดหางหมา ชอบปล่อยให้เป็นตามธรรมชาติ เมื่อธรรมชาติของหางหมามีต่าง ๆ กันมาก ดังนั้น จึงต้องพยายามเลือกชนิดที่เห็นกันว่าสวยงาม ซึ่งพอจะจัดหากันได้ โดยเลือกคัดผสมพันธุ์

ความสูงของหมาไทยไม่มีมาตรฐานใดกำหนดไว้ ความสูงนี้ตามแบบของสากล วัดจากขาหน้าตรงเป็นเส้นบรรทัด เป็นมุมฉาก จากพื้นดินขึ้นมาจนจรดกระดูกสันหลัง ไม่ใช่ขนบนเส้นหลัง หมาไทยตัวผู้อย่างสูงควรอยู่ใน 55 ซ.ม. ตัวเมียอย่างเล็กควรจะต่ำกว่าตัวผู้ในราว 5 ซ.ม. ตัวผู้ตัวเมียขนาดนี้นับว่าขนาดใหญ่พอสมควรแล้ว ถ้าตัวผู้สูง 55 ซ.ม. น้ำหนักจะตกประมาณ 23 ก.ก. ตัวเมียสูง 50 ซ.ม. ประมาณ 19 ก.ก. หมาไทยตัวผู้ที่สูงกว่านี้ก็มีบ้างแต่หาได้ยาก แต่โดยมากหมาไทยทั้งผู้และเมียมีความสูงต่ำกว่านี้เสียเป็นอันมาก อย่างต่ำตัวผู้ควรสูงสัก 50 ซ.ม. และตัวเมีย 45 ซ.ม. ต่ำกว่านี้จะเป็นหมาเล็กไป ความสูงนี้ควรจะให้ได้ส่วนกับความยาวของหมา ความยาวจากขาหน้าถึงขาหลังควรจะไล่เลี่ยกับส่วนสูง หากความยาวมากเกินไปจะทำให้แลเห็นเป็นหมาเตี้ยทำนองหมาแดกฮุ้น ( หมาไส้กรอก ) ของเยอรมัน

ลำตัวหมาที่อกควรจะอวบ ๆ ไม่แบนแบบหมาผอม ๆ หรือแบบหมาเกรเฮาว์ที่ใช้ไล่กระต่าย ที่ท้องไม่ควรให้กิ่ว แต่ต้องสูงกว่าอกเล็กน้อย ถ้าท้องกิ่วแลไม่สวย

ส่วนหัวรวมทั้งกะโหลกและใบหน้านั้นเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง ปากหมาไทยควรจะทู่ ๆ กะโหลกหัวควรจะได้ส่วนกับปาก คือไม่โตจนเกินไป หน้าระหว่างคิ้วไม่ควรจะหักมากนัก ฟันบนฟันล่างควรจะขบกันพอดี เรียบ ขาวสะอาด สีนัยน์ตาควรจะเป็นสีดำ หรือน้ำตาลแก่ ตาสีเหลืองอ่อนไม่ดีเพราะแสดงถึงความอ่อนแอในร่างกายบางอย่าง

สีหมาไทยควรจะเป็นสีล้วน ๆ แต่บางสีหาสีล้วน ๆ หายาก มักจะมีสีขาวแซมที่คอและอก ถ้าไม่มากนักก็จะนับว่าใช้ได้ ถ้ามีด่างที่หน้า เท้า และหาง ไม่น่าจะนับว่าสวย ที่ชาวบ้านชอบกันเพราะคำบรรยายเข้ากันดีคือ “ หน้าแด่น เท้าด่าง หางดอก ” มักจะมีแก่หมาสีดำ แต่ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นที่มีด่างเข้าจังหวะเหมือนแต้มอย่างแมวไทยชื่อ วิเชียรมาศ สักตัวหนึ่ง หมาไทยมีสีทุกสี สีแดง สีดำ สีขาว สีเขียว สีนวล สีลายเสือดำหรือแดง สีเผือกสุก สีสวาด หมาไทยมีแต้มสวยที่เคยเห็น คือหมาสีดำสีเท้าเหลือง และมีจุดเหลืองที่หัวตาด้วย ชาวบ้านเรียกกันว่า “ สี่ตา ” หมาสีแดงและสีนวลที่มีปากและหูสีดำเป็นสีที่ตัดกับสีลำตัว แลดูสวยกว่าสีแดงหรือสีนวลล้วน แต่นักเขียนนักพูด บางคนกลับเอาหมาสวย ๆ เหล่านี้ไปเปรียบกับนัก “ กิน ” เมือง เลยเสียชื่อว่าเป็นหมาตะกละไป ถ้าหมารู้เข้าคงจะลุกขึ้นโต้ว่า “ ไม่ยุติธรรม เลี้ยงข้าพเจ้าอิ่ม ๆ ข้าพเจ้าก็ไม่ตะกละ ”

สีลายเสือแบ่งออกได้เป็นสองอย่าง อย่างหนึ่งสีพื้นทั้งตัว กระเดียดไปทางน้ำตาลแก่ แล้วมีลายพาดกลอน ขวางตามลำตัวอีกสีหนึ่ง สำตัวสีแดงแล้ว มีลายพาดกลอนเป็นสีดำ ทั้งสองสีนี้ถ้าลายพาดกลอนได้จังหวะ และเป็นหมาใหญ่ จะงามมาก

ตัวสีสวาดปลายเท้าสีเหลืองไม่ใคร่จะมี มักจะเกิดจากพ่อสีสวาดกับแม่สีสวาดผสมกัน แต่บางทีลำตัวไม่เป็นสีสวาดแท้ กลายเป็นสีจำปาไป เป็นสีจำปาจาง ๆ สีปลายเท้าจางกว่าลำตัวเล็กน้อย ข้าพเจ้าเคยเห็นสุนัขเลี้ยงแกะเยอรมัน สีสวาดมีปลายเท้าทั้งสี่เป็นสีเหลือง 2-3 ตัว ที่ในกรุงเทพฯ

บรรดาสีหมาทั้งหลายที่กล่าวมานี้ สีสวาดเป็นที่นิยมกันมาแต่ไหนแต่ไร เนื่องจากเป็นสีหายาก นาน ๆ จะพบสักตัวหนึ่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เป็นสุนัขที่ไม่ใคร่ได้ลักษณะ เพราปล่อยให้หมาเลือกคู่กันเองโดยเสรี ตำราหมาเก่า ๆ สีสวาดเป็นมงคล ใครเลี้ยงไว้จะได้ลาภยศสรรเสริญ “ เงินทองไหลมาเทมา ” ทั้งนี้เป็นเพราะเป็นของหายากนั่นเอง หายากยิ่งกว่าแมวสีวาดหลายสิบเท่า สีสวาดเป็นสีที่มีแก่หมาบางประเภทในยุโรปและอเมริกา เป็นสีที่ชอบกันมาก

ความตกอับของหมาไทย

ความดาษดื่นของหมาไทยทำให้หมาไทยตกอับ เพราะหาได้ง่ายแต่ขายไม่ได้คล่อง มีแต่ให้กันเปล่า ยิ่งเป็นตัวเมียแล้ว ให้ผู้ใดผู้นั้นไม่อยากได้ เพราะเกรงจะไปมีลูกเต็มบานหลานเต็มเมือง ตัวเมียเลือกคู่ได้ตามใจอย่างไทยแท้ ไม่มีการคุมกำเนิด หรือชะลอการเกิด จะให้สัตวแพทย์ “ ทำ ” จะสิ้นอีกหรือราว 150 บาท สิ่งใดหาได้ง่ายสิ่งนั้นไม่มีค่า

หมาไทยไม่มีมาตรฐานที่แน่นอน มาตรฐานที่กล่าวมาข้างต้นเป็นแบบฉบับกว้าง ๆ ที่คณะกรรมการประกวดหมาไทยครั้งแรกที่สวนดุสิตวางไว้ เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว กรรมการไม่เข้มงวด เพราะหากเข้มงวดนัก เวทีประกวดจะมีแต่กรรมการ ไม่มีหมาเข้าประกวด เท่าที่จำได้ครั้งหนึ่ง ๆ มีอย่างมาก 6-7 ตัว บางทีถ้วยที่ให้ มีราคา “ โต ” กว่าหมาเสียอีก นอกจากคร้งแรกที่สวนดุสิต ซึ่งจอมพล ป.พิบูลสงครามผู้พยายามส่งเสริมของไทย ๆ ให้รางวัลเงินสดถึงสิบชั่ง

ถ้าท่านเลี้ยงหมาไทยมาแต่เล็ก ๆ เอาใจใส่ ให้อาหารมันเอง เล่นกับมัน พูดกับมัน ถ้าจะสอนจะอะไรให้สอนซ้ำ ๆ กันเสมอ ๆ หมาจะค่อย ๆ รู้เอง แล้วมันจะทำตามที่ท่านสอน เพื่อให้ท่านพอใจ ท่านรักหมา หมาจะรักท่าน หมาจะสังเกต กิริยา ท่าทาง เสียง และสายตาของท่านว่าจะแสดงไปทางไหน แสดงไปในทางรัก มันก็จะตอบในทางรักตามวิธีของหมา ถ้ากิริยา ท่าทาง เสียง และสายตาท่านไม่พอใจ ดุดัน หรือโกรธ มันจะรู้ทันที เพียงไม่ถึงแก่ต้องทำโทษก็เยี่ยวราดเสียแล้ว ท่านจะทำโทษหมาไม่ลง เมื่อท่านรักหมา หมาจะรักท่าน และทำทุกอย่างเพื่อให้ท่านพอใจตามสมองหมา

หมาจะเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ของท่านตลอดชีวิตของมัน แม้ท่านจะยากจนข้นแค้น ตกทุกข์ได้ยากสักปานใด

หลวงปริพนธ์พจนพิสุทธิ์

โทร. 816031.

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ตอบ: พูดถึงหมาไทย
โดย carnivore ...The Alpha Wolf - Friday, 3 September 2004, 08:27AM
 

ขอบคุณคุณวิวัฒน์ ที่ไปค้นคว้ามาให้อ่านกัน   เป็นบทความที่น่าสนใจมาก  ป้าวิเคยอ่านหนังสือแสนสุข เมื่อยังเด็กมาก  และเคยอ่านข้อเขียนของคุณ สีน้ำ บ่อยๆ ในนิตยสาร เดลิเมล์วันจันทร์   เมื่อ20-30 ปีก่อน อยากอ่านอีกค่ะ

น่าสนใจเรื่อง หมาแม้ว ว่าน่าจะเป็นสายหนึ่งของบรรพบุรุษบางแก้ว  เพราะขนยาวฟู    หูตั้ง  หางม้วน  และมีชื่อเสียงกล่าวขวัญกันว่า...ดุ   ซึ่งป้าวิคุ้นเคยดี    เพราะเมื่อยังเด็กๆ  เคยอยู่จังหวัดเชียงราย  มีคนเอาลงมาจากบนดอยมาให้พ่อบ่อยๆ  เพราะมันน่ารักมาก   น่าเสียดายที่ท่านผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงไว้   คงจะไม่นับรวมว่าเป็น  หมาไทย