อาทร ยงรัตนกิจ

หน้า: (หน้าก่อน)  1 ...  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  (ต่อไป)
โดย อาทร ยงรัตนกิจ - Friday, 27 August 2004, 12:26AM
  เว็บที่ให้มาดีมากๆๆถึงมากที่สุดครับ เข้าไปแล้วแทบไม่อยากออกมาเลยครับ คัดเนื้อหาเกี่ยวกับพฤติกรรมที่น่าสนใจไว้หลายหัวข้อแล้วครับ กำลังทยอยอ่าน แล้วจะลองแปลแบบย่อมาเล่าให้อ่าน แล้วก็จะเอาไปแทรกในเรื่องของพี่น้อยหน่าด้วยครับ

โดย อาทร ยงรัตนกิจ - Thursday, 26 August 2004, 12:30AM
 

ขอบคุณคุณหมาบางแก้วมากครับ เดี๋ยวจะลองเข้าไปดูที่เว็บดังกล่าวครับ ใจจริงก็อยากจะเอาเรื่องของพี่น้อยหน่ามาประกอบกับคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ แต่กลัวว่าจะให้ข้อมูลผิด กลัวว่าจะยาวจนเกินไป คนอ่านจะเบื่อซะก่อน แล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้ได้กับบางแก้วส่วนใหญ่หรือไม่ อีกประการหนึ่งก็คือ อยากจะให้นำไปประยุกต์ได้กับหมาพันธุ์อื่นๆได้ด้วยอ่ะครับ เช่น เซนต์เบอร์นาร์ด ที่ตอนนี้ทำท่าว่าจะเป็นหมาจรจัดยอดฮิตคู่แข่งบางแก้วด้วยอ่ะครับ แต่ดูท่าว่าเรื่องจะให้เอาไปประยุตก์ใช้เนี่ย ท่าทางจะยาก เพราะบางแก้วเรามันค่อนข้างแสบกว่าหมานอก ยังไงก็ดี จะพยายามให้ดีที่สุด ในระยะเวลาและวัตถุดิบที่มีอยู่ครับ


โดย อาทร ยงรัตนกิจ - Wednesday, 25 August 2004, 12:43AM
 

เพื่อความง่ายในการอ่าน ผมเลยเอาที่แก้ไขและเพิ่มเติมแล้วมาให้อ่านกันได้ที่นี่ครับ ยังไงก็ช่วยกันติด้วยครับ

คุณพร้อมหรือยัง สำหรับบางแก้ว

                ถึงฤดูกาลที่จะมีลูกหมาบางแก้วออกมาสู่คนรักหมาให้ได้เลือกกันมากมายอีกแล้ว หลายคนที่ไปเดินตามงานประกวดสุนัขที่มีการนำเอาลูกหมาบางแก้วมาขายด้วย คงทนไม่ไหวต่อความน่ารักของเจ้าตัวน้อยขนปุกปุยแววตาแสนฉลาด หลายคนอดใจไม่ไหวที่จะซื้ออุ้มติดกลับบ้านตามคำรบเร้าของลูกๆ โดยหารู้ไม่ว่า ท่านได้หาความปวดหัวให้กับตัวเรียบร้อยแล้ว

คนไทยส่วนใหญ่มักจะซื้อลูกหมามาเลี้ยงเพียงเพราะความน่ารักของลูกหมาตาบ้องแบ๊ว ขนปุย ตุ้ยนุ้ย น่ารักน่ากอดเสียนี่กระไร โดยไม่ได้ศึกษาหาความรู้ในสายพันธุ์ที่กำลังจะเป็นภาระในอีกสิบปีนับจากนี้ไป ปัญหาหมาจรจัดจึงมีเต็มบ้านเราเพราะสาเหตุนี้เป็นส่วนใหญ่ อีกส่วนก็เกิดมาจากการผสมพันธุ์ของผู้เลี้ยงตามบ้านที่ปล่อยให้มีการผสมพันธุ์ของหมาในบ้าน เมื่อออกมาก็มีมากเกินกว่าที่จะเลี้ยงได้ก็เอาไปปล่อย อีกส่วนก็เกิดจากคอกหรือฟาร์มที่ขาดความรับผิดชอบ ตั้งหน้าตั้งตาผลิตหมาออกมาขายอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงสายพันธุ์ ทำให้เกิดปัญหาในตัวสุนัขอันเป็นข้อบกพร่องที่ไม่พึงประสงค์ แล้วก็เอาไปปล่อย และที่สำคัญของคอกหรือฟาร์มก็คือ ไม่ใส่ใจที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับนิสัยประจำสายพันธุ์ให้กับคนที่จะมาซื้อลูกหมาไปเลี้ยง

หมาบางแก้วเป็นหมาไทยอีกพันธุ์หนึ่ง ที่กำลังทวีประชากรหมาจรจัดให้กับบ้านเรามากขึ้นทุกที เนื่องมาจากความไม่พร้อม ความไม่รู้ ความไม่รับผิดชอบ ของคนเลี้ยงบางแก้ว ส่วนใหญ่จะถูกเอามาทิ้งเมื่ออายุตั้งแต่เจ็ดเดือนขึ้นไป ทั้งนี้เพราะรับไม่ได้กับความดื้อ ซน ดุ เจ้าเล่ห์ ไม่เชื่อฟัง ของบางแก้ว คำถามก็คือ หมาไทยที่ชื่อบางแก้ว เลวร้ายจนเกินจะรับจริงหรือ?

เรื่องราวที่ท่านกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้ คือเรื่องจริงของคนที่เลี้ยงบางแก้ว ด้วยรักและเข้าใจ ไม่ได้กางตำราเลี้ยงแต่พยายามสังเกตุพฤติกรรม เรียนรู้จากคนที่เลี้ยงบางแก้วเหมือนกันผ่านทางโลกไซเบอร์ ดูแลบางแก้วจากภูมิปัญญาที่เกิดจากประสบการณ์จริง จนอยู่กับบางแก้วได้อย่างมีความสุข มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ มีน้ำตา มีความประทับใจในความกล้าหาญ ความเป็นเพื่อนแท้ที่ไม่เคยทอดทิ้งเจ้านายอันเป็นที่รักของมัน ความรักที่มันมอบให้กับนายของมันที่ให้ได้แม้ชีวิตของมันเอง  หลายคนเคยคิดที่จะเอามันไปปล่อยให้เป็นปัญหาสังคม แต่ก็เปลี่ยนใจปรับตัวเองซะใหม่ จนปัจจุบัน ไม่คิดจะเลี้ยงหมาพันธุ์ไหนอีกเลย นอกจากบางแก้ว

อยากให้ท่านที่กำลังคิดจะเลี้ยงบางแก้ว ได้อ่าน ได้ทำความรู้จัก กับนิสัยอันโดดเด่นของบางแก้ว แล้วถามตัวเองว่า พร้อมหรือไม่ที่จะเลี้ยงหมาบางแก้วสักตัว

 

หาข้อมูล เตรียมตัว เตรียมใจ

ตั้งแต่จำความได้ เราจำได้ว่าที่บ้านไม่เคยสนับสนุนให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงอะไรเลย แต่ก่อนสมัยเป็นเด็กเราก็คิดว่าทำไมนะที่บ้านถึงไม่มีสัตว์เลี้ยงเลยโดยเฉพาะหมา เพื่อนที่โรงเรียนก็พูดถึงไอ้ตูบที่บ้านกันทั้งนั้น แต่บ้านเราสิ แม้แต่ แมว นก ปลา ก็ไม่มี จนเราโตขึ้น เรากลายเป็นคนกลัวหมาชนิดที่เดินเข้าใกล้ไม่ได้เลย จะเลี่ยงตลอด เราก็ไม่รู้ว่าทำไม โดยที่บ้านก็ไม่เคยปลุกฝังเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับหมาแม้แต่น้อย

วันหนึ่งเราถามพี่สาวว่า ทำไมบ้านเราไม่เลี้ยงหมาเลยล่ะ

พี่ตอบว่า แค่เราจะกินชนิดที่ไม่เดือดร้อนเราก็แย่แล้วน่ะ แล้วเราจะเอาอะไรให้มันกินล่ะ

เราถามพี่ต่อว่า อ้าวแล้วบ้านอื่นล่ะก็เห็นเค้าก็เลี้ยงมันได้นี่

พี่สาวตอบว่า โน้นดูโน่นสิ นั่นน่ะหรือที่ว่าเลี้ยงได้ดี คำว่าเลี้ยงดีคือเราต้องเลี้ยงมันจริงๆ ไม่ใช่ปล่อยให้มันวิ่งตะลอนๆ ให้มันหากินเอาเอง พอเหนื่อยก็กลับมานอนพัก ถ้าเราเลี้ยงเค้าไม่ได้ดี ไม่มีความสุข ไม่พร้อมหลายๆเรื่อง ก็อย่าเลี้ยงเสียเลยดีกว่า สงสารมันเข้าใจหรือยัง ...

อ๋อ .. ค่ะ

จนวันหนึ่ง เราได้พบผู้ชายที่เค้ารักหมามาก มากชนิดที่ว่าเกินไปหรือเปล่า ขนาดที่นั่งทานข้าวที่โรงอาหาร(ที่ทำงาน) มีหมามาหมอบรออยู่ใต้โต๊ะ กินข้าวเสร็จเค้าก็ให้อาหาร ลูบหัว เกาคางให้มัน เอ...แล้วเราจะไปกันรอดเหรอเนี่ย เราไม่เอาเลยนะหมาเหมอ เราเปิดใจพูดกับเค้าตรงๆ ว่าเรากลัว เค้าก็บอกว่าเปลี่ยนแปลงความคิดได้ มันขึ้นกับเราจะเปลี่ยนหรือเปล่า มันไม่ได้เลวร้าย น่ากลัวอย่างที่คุณคิดไว้หรอก ดูสิมันน่ารักดีออก ลองจับมันดูสิ แต่ตอนนั้นเราไม่เอาเลย ได้แต่ส่ายหน้าแล้วก็ถอยหลังหนี...

หลายปีต่อมาเมื่อเราแยกครอบครัว เจ้านายก็พร่ำเรียกร้องที่จะเลี้ยงหมาเกือบทุกวัน พยายามพูดว่ามันดีอย่างไง มันน่ารักอย่างไง เค้าเป็นห่วงเราเวลาที่เราต้องอยู่บ้านคนเดียวเวลาที่เขาไปธุระ ต้องค้างอ้างแรมหลายๆวัน จนเราก็พอจะเห็นดียอมฟังเค้าบ้าง เลยถามเค้าว่าแล้วเลี้ยงพันธุ์อะไรล่ะ ในใจเราก็คิดว่าจะเลี้ยงพันธุ์ที่ตัวเล็กๆ น่ารักๆอย่างชิสุห์ แต่เจ้านายบอกว่าอยากจะเลี้ยงพันธุ์บางแก้ว... นี้ละนิยายยิ่งกว่าน้ำเน่าของจริงก็ได้เกิดขึ้นตั้งแต่เจ้าตัวยุ่งเข้าบ้านมาวันแรก

จากการที่โดนรบเร้าว่าอยากเลี้ยงหมาพันธุ์บางแก้ว เรายังไม่ได้ไปหามาเลี้ยงทันที เจ้านายได้เข้ามาหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต เท่าที่จะหาได้เกี่ยวกับสายพันธุ์นี้ ไอ้เราก็เห็นดีเห็นงาม อุ๊ย ... น่ารัก สวยๆ แล้วนิสัยมันเป็นไงล่ะ พอเจ้านายบอกว่า "ดุ" รักเจ้าของ หวงถิ่น ทำให้ลังเลอย่างหนัก นานมาก ๆ จนข้ามปีเราก็ไม่ตกลงว่าจะให้เลี้ยง จนเมื่อเรามาซื้อบ้านที่มีบริเวณ เจ้านายก็รบเร้าอยากเลี้ยงอีก โดยให้เราเข้าเว็บที่เค้าไป search เก็บไว้ให้เราอ่าน ให้เราทำความเข้าใจกับหมาพันธุ์นี้ก่อน

จนวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๖ มีงานประกวดสุนัข(ถ้าจำไม่ผิด) ที่สวนสามพราน เจ้านายก็อยากจะไปดู เราก็ไปด้วย ที่แรกที่เค้าพาเราไปดู คือการประกวดความสามารถของสุนัขแต่ละพันธุ์ จำได้ว่าเรามีแต่รอยยิ้ม

เจ้านายถามว่า มันน่ารักมั๊ย

เราตอบ อืม น่ารักดี แล้วไอ้พันธุ์ที่อยากเลี้ยงน่ะ มันสอนให้ทำแบบนี้ได้เปล่า

เจ้านายตอบว่า ได้สิถ้าเรารู้จักเลี้ยง รู้จักสอนเค้า

เสร็จจากดูประกวดเรา ๒ คนเที่ยวเดินตามเต้นท์ที่เค้าเอาสุนัขมาวางขายแต่ละคอกแต่ละฟาร์ม เราเดินดูหลายรอบมาก(เน้นหลายรอบจริงๆ) ผ่านคอกนั้น ฟาร์มนั้นก็ไม่เอาสักตัว เราทำเป็นเดินผ่านตลอด เพราะใจเราไม่อยากได้เลย มีแต่เจ้านายที่เดินเข้าไปเล่นกับตัวนั้น ตัวนี้ ขอเค้าอุ้มมาดูบ้าง

อืม.. มันก็น่ารักดีน่ะ

งั้นคุณลองอุ้มมันสิ ดูสิมันมีปฏิกิรยายังไงบ้าง

ไม่เอา คุณดูเองเถอะ

ตกลงสุนัขคอกนั้นก็ไม่ได้แอ้มเงินเรา เราเดินๆๆๆ ไปเรื่อย ซึ่งร้านมันก็ไม่ได้เยอะอะไร เดินไปเดินมาจนคนที่เต้นท์เค้าจำได้ (ตอนนี้เราเริ่มเดินแยกมาคนเดียวแล้ว) เราเลยแก้เก้อถามคนที่ขายว่า ตัวเท่าไหร่ คนขายบอกว่า อ้าวพี่คิดน้องถูกๆกว่าคอกอื่นเลย พี่ขายน้องแค่ ๒๐๐๐ บาท น้องเอาเลยไหม ตอนนั้นเรานึกในใจ ดีนะที่เจ้านายให้อ่านข้อมูลมาบ้าง เราก็เลยไม่ได้ซื้อสุนัขมาจากร้านนั้น พอมาดูคอกที่มาวางใกล้กัน ซึ่งเราเดินไปมาหลายรอบ ตอนแรกก็ไม่เห็นเจ้าตัวยุ่ง(ตัวนี้) ลองถามคนขายเค้าบอกว่า เพิ่งมาถึงเช้านี้เองพี่ สนใจไหม หมาผมสายเลือดแชมป์นะ (เบื่อจังคำนี้ พูดทุกร้านเลย) ผมคิดพี่ ๙๐๐๐ บาทแล้วกัน ไอ้เราเดินมาทุกคอก ทุกฟาร์มเราก็ไม่ชอบตัวไหนเลย พอเรามาเจอเจ้าตัวยุ่ง เราเริ่มลังเล เดินไปบอกเจ้านายว่า มาดูนี่สิ ... มันน่ารักมั๊ย เราถูกชะตากับมันมากเลย ขนาดที่คอกข้างๆที่ขาย ๒๐๐๐ (หมาเค้าทะเลาะกันเองในกรง จนคนคิดจะซื้อต้องเดินออกกันหมด) เรายังไม่สนใจ จนเจ้านายต้องมาดูเจ้าตัวยุ่งที่ว่า แล้วเจ้านายก็เลยต่อลองราคาดู ยังไม่เป็นที่พอใจ เราก็เดินออกมาจากร้านนั้น ไปดูร้านอื่น ซึ่งราคาหมื่นกว่าบาทขึ้นไป แต่สิ่งที่เราสนใจไม่ใช่เรื่องราคา ขนาดที่เราดูลูกหมาราคาหมื่นกว่าเราก็ยังไม่มีชะตาต้องกัน เราไม่เอาอีก จนต้องกลับมาที่ร้านเดิม ราคาลงมาไม่มากเท่าไหร่ แต่โดนใจเราก็เลยตกลง เราเอาเค้ามาอุ้ม ดูซึมๆเหมือนง่วงนอน เพลียจากการเดินทางมั่ง เอ๊ะหรือว่ามันเมายา ฮ่าๆๆ

สัปดาห์ที่1 เวลาแห่งการปรับตัว

เราเอาเค้าออกมาจากร้าน มีคนที่คิดจะซื้อเจ้าตัวยุ่งอยู่เหมือนกัน มาเจอที่ร้านขายกรง เค้าเข้ามาทักว่า อ้าว หมาตัวนั้นนี้ พี่นี่เองที่ซื้อมัน ผมกำลังจะกลับไปซื้อมันอยู่เลย ผมเลยต้องเอาตัวเมียมาเลยเนี่ย ... ก่อนกลับบ้านเราสั่งกรง กับซื้ออุปกรณ์สำหรับหมาเท่าที่จำเป็นก่อน อันดับแรกคือสายจูง เราฝึกเค้าตั้งแต่วันแรกที่ซื้อเลยให้ใส่สายรัดอกจนเคยชิน

ตอนพานั่งรถกลับบ้าน ซึ่งเรากลัวมาก .. เพราะอะไรน่ะเหรอ เราต้องอุ้มเค้าตลอดทางนะสิ เราไม่เคยเลย ถ้ามันกัดเรา ดิ้น แล้วเราเอาเค้าไม่อยู่ เราจะทำอย่างงัย แต่เหตุการณ์ผิดคาด เค้านิ่งมาก เอาแต่หลับอย่าเดียว มีตื่นขึ้นมาเปลี่ยนท่านอนบ้างไม่บ่อยครั้ง เรื่องเมารถเราก็กลัว อ่านจากในเน็ตประสบการณ์จากเพื่อนในชุมชนคนรักหมาบางแก้วบอกว่า เค้าจะเมารถ เราก็เตรียมตัวรับมือไว้เหมือนกัน แต่เจ้านนี้ก็ไม่ได้ทำให้เราต้องเลอะเลย และไม่เคยเมารถเลยตั้งแต่เอาเค้านั่งรถด้วยทุกครั้ง

ตลอดการเดินทางกลับบ้าน เราคิดชื่อที่เรียกเจ้าตัวยุ่งอยู่พักใหญ่จนได้ข้อสรุปว่าจะเอาชื่อนี้ล่ะ "นีโอ" จนวันนี้เราอยากจะเปลี่ยนจัง เลี้ยงหมาไทย แต่ดันไปตั้งชื่ออกฝรั่งเชียว อยากได้มั่ง "มดดำ" "มดแดง" เนี่ย การเรียกชื่อหมากับคนที่ไม่เคยเลี้ยงเลย มันกระดากปากมากเลยนะ ไม่รู้สิ ... แล้วเจ้านายก็บอกว่า เรียกมันบ่อยๆ มันจะได้รู้ว่ามันชื่อนี้

เค้าหลับยาวจนถึง ๑ ทุ่ม ตื่นมาเดินหาน้ำกิน มองเรา ๒ คนแบบยังไม่ไว้ใจ เราก็พยามเรียกชื่อ เค้าก็ยังไม่หัน เดินไปเดินมา ดมๆๆ ไปทั่ว ซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้หรอกว่าเค้าดมๆนั้นหมายถึงอะไร สิ่งที่ตามมาหลังเดินดมๆ เค้าฉี่เสียนี่ เราโกรธเค้ามั๊ย ไม่เลย เรากลับมองตัวเราเอง ว่าไม่รู้เรื่องเอง ไม่เป็นเอง ก็นั่งเช็ดฉี่เป็นนังแจ๋วกันไป

อาหารมื้อแรกเราให้อาหารเม็ดตามที่ทางคอกแนะนำให้มา ปรากฎว่า เจ้าตัวยุ่งไม่แตะเลย ไอ้เรา ๒ คนก็เกรงว่ากลางดึกมันหิวจะตื่นมากวนเรา ก็ลงทุนหุงข้าวเจียวไข่เจียวให้กินก็ยังไม่กินอีก เราก็หาของที่จะหาให้เค้ากินได้นั้นก็คือ นม จำได้ว่าเราให้เค้ารวดเดียว ๒ กล่อง โอ๊ย... เห็นเค้ากินเรานี่ดีใจอย่างบอกไม่ถูก(คนไม่เคยเลี้ยงก็อย่างเงี้ย) แต่ว่า... พอเค้าอิ่ม ตกหนักมาอยู่ที่เรา เล่นเอาเราไม่ได้นอนทั้งคืนเลย เราต้องตื่นทุกชั่วโมง เค้าท้องเสีย ถ่ายเหลว และก็ฉี่บ่อยมาก  วันแรกเราฝึกให้เค้าถ่ายในห้องน้ำ ซึ่งเค้าจำได้เร็วมาก พอเราเปิดห้องน้ำให้ เค้าก็ไปดมๆ แล้วถ่ายทุกข์ไป วันนั้นเป็นวันเสาร์อาทิตย์ ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับจากหมาเพื่อนบ้านอย่างอึกกระทึกมาก เห่าต้อนรับกันเสียจนบ้านอื่นคิดว่าบ้านเรามีงานอะไรกัน แต่พอวันออกไปทำงาน เราต้องเอาเค้าไว้ในบ้านซึ่งตอนนั้นกรงยังไม่มาส่ง รั้วบ้านก็ยังไม่ได้กั้น (ช่องมันกว้างพอที่เจ้านี้จะหลุดไป) และไม่มีใครคอยดูต้องกักบริเวณให้ส่วนหนึ่งในบ้านไปก่อน ตอนกลับมาบ้าน เค้าพอมีแรงหลังจากเอาแต่นอนกับนอน เจ้าตัวยุ่งมายืนร้อง ขูดประตูบ้าน เค้าหลุดจากตาข่ายที่เรากั้นไว้ ดีน่ะที่ไม่ฉี่ อึ บนโซฟา เค้าจะทำธุระในบริเวณที่เรากั้นไว้ให้ เป็นอยู่อย่างนี้เป็นอาทิตย์ ปรากฏว่าที่ฝึกให้ฉี่ ถ่าย ๒ วันที่ทำได้ดีเป็นอันล้มเหลว เราไม่อยู่เค้าฉี่ไม่เป็นที่ที่เราต้องการ โดยที่เราเปิดห้องน้ำไว้ให้ .. เลยต้องมาฝึกเรื่องฉี่ อึ กันใหม่ในอาทิตย์ต่อมา คราวนี้เราฝึกให้เค้าถ่ายข้างนอกแล้ว สบายขึ้นเยอะ

ในอาทิตย์แรกที่ไปทำงานแล้วเค้าต้องอยู่ในบ้าน เจ้านายจะกลับมาดูเค้าทุกเที่ยง มาให้ข้าว มาเล่นด้วยสักพัก ก็ออกไปทำงานต่อ ตอนเย็นก็กลับบ้านเร็วขึ้นเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนเค้า พอดึกหน่อยพานั่งรถออกมารับเรา ช่วงนั้นจะเป็นอย่างนี้ทุกวัน และเป็นช่วงที่เค้าปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวบ้าน เค้าสำรวจไปทั่ว เราก็ถือโอกาสที่จะสอนเค้า พูดคุยกับเค้า บอกเค้า เค้ารู้น่ะบ่อยครั้งที่เราพูด(ได้ยินเสียงเรา) เค้าจะหันมามอง จนอาทิตย์เต็มๆ ที่เค้ารู้แล้วว่าเค้าชื่ออะไร ครั้งแรกเราตื่นเต้นมากที่เราเรียกเค้าแล้วเค้าหันมาและก็วิ่งมาหา ... เลียๆๆๆ ตอนนั้นเรากลับไม่รังเกียจเค้าเลย กับดีใจที่มันยอมรับเราเป็นนายมัน

ช่วงที่ลูกหมาโตพอที่ทางผู้เพาะพันธุ์ต่างๆจะนำลูกหมาออกมาวางขาย ส่วนใหญ่จะมีอายุตั้งแต่ประมาณ ๖ สัปดาห์ (๔๕ วัน) ขึ้นไป ซึ่งลูกหมาในช่วง ๖ ถึง ๘ สัปดาห์ จะอยู่ในวัยที่กำลังจดจำ เรียนรู้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง มันจะชอบเล่นกับพี่น้อง กับหมาตัวอื่นๆ หากเราเอาลูกหมาช่วงนี้มาเลี้ยง เราต้องเอาใจใส่กับเขาให้มาก เริ่มสอนกติกาการอยู่ร่วมกับฝูงใหม่อย่างถูกวิธี เพราะเราจะเป็นสมาชิกในฝูงที่เขาจะต้องฝากชีวิตเอาไว้ หากทำให้เขาขาดความมั่นใจที่จะอยู่กับฝูงนี้แล้ว คุณก็จะได้ลูกหมาที่มีปัญหาในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นไปตลอดชีวิตของมัน

สัปดาห์ที่ ๒ เข้าที่เข้าทาง ปีศาจน้อยแสดงตัว

อาทิตย์ต่อมาเมื่อเค้าแข็งแรงดีแล้ว เราเอาเค้าไว้ข้างนอก วันแรกเค้าร้องตามน่าสงสารมาก (เหมือนเด็กที่ร้องตามแม่) การอยู่นอกบ้านของเจ้าตัวยุ่งเราต้องเตรียมของเล่นให้พอสมควร เสื้อผ้าที่ไม่ใช้ ก็ให้เค้าแทะกัดเล่นเพื่อให้เค้าได้รู้สึกว่ามีเราอยู่ด้วย อาหารน้ำมีตั้งไว้ตลอดเวลา บริเวณรอบบ้านก็มีสิ่งยั่วตายั่วใจให้เล่นมิใช่น้อย ต้นไม้เล็ก-ใหญ่ โดนเจ้าตัวยุ่งทำลายชนิดตายถาวรก็มาก ดินก็ขุดเป็นหลุม กว้างพอที่วันดีคืนดีพี่ก็แกก็ลงไปนอนในหลุมเสียนี้สงสัยจะเย็นสบาย เป็นหมาช่างขุดไม่แพ้ดัชชุนเลย

ด้วยนิสัยและพิ้นฐานการเลี้ยงหมาของเราไม่มีเลย ฉะนั้นการเลี้ยงเค้าตอนแรกจะกล้าๆกลัวๆ ข้อนั้นเจ้านายเข้าใจดี และเค้าก็กลัวว่าเจ้าตัวยุ่งจะไม่ยอมรับเรา เค้าเลยมอบหน้าที่การให้อาหารเป็นเราดูแลไป แต่การให้อาหารเจ้านายก็สอนเราว่า นี่คุณบ้วนน้ำลายลงไปของกินมันก่อน (สูตรไหนเนี่ย..?) มันจะได้จำและยอมรับว่าเราเป็นนายมัน เราก็เชื่อน่ะทำตามเค้า เค้าว่าอะไรตอนนั้นเราเชื่อหมด (เค้าเคยเลี้ยงหมามาก่อนเรานี่นา) มื้อแรกเค้ากินข้าวหมดเกลี้ยงเลย ตอนนั้นเค้าอายุ ๔๒ วัน เรายังให้อาหารแบบอ่อนอยู่คืออาหารเม็ดแช่น้ำจนนิ่มผสมด้วยไข่เจียวบ้าง หมูสับบ้าง ตับบ้าง เคยลองอาหารเม็ดแช่น้ำอย่างเดียวเค้าไม่รับ เพราะนิสัยของบางแก้วเป็นหมาที่เบื่ออาหารง่ายมาก

ที่หนักใจมากคือ "การงับไล่งับ โอ๊ย.... สุดยอดของความเจ็บเลย(คิดตอนนั้น) ทุกครั้งที่เค้างับ เราได้เลือดทุกที แขนเรา ขาเราเต็มไปด้วยรอยที่เจ้าตัวยุ่งจารึกด้วยความรัก..ทั้งนั้น.... ขอย้ำว่าลูกหมาบางแก้วเป็นหมาที่มีฟันซี่เล็กและแหลมคมมากๆ มากจนเราไม่ไหวให้หน้าที่การเล่นเป็นของเจ้านายไป เราคิดเริ่มกังวลว่ามันจะดุกับเจ้าของมั๊ย ถึงจะอ่านมาบ้างว่าหมาบางแก้วเค้ามีพฤติกรรมอย่างนี้ แต่เราก็ตกใจ และมักจะชักมือออกทุกครั้งก็ได้เลือดตามมาทุกที เป็นริ้วทางยาว ขึ้นอยู่กับว่าเค้ากระโดดสูงมากน้อยแค่ไหน แล้วถ้ายิ่งดึงมือออกก็จะยิ่งเจ็บ

เค้าเริ่มยั่งเชิงเจ้านายโดยการเกาะขาแล้วขย่ม(เรียกถูกป่าวจ๊ะ) เราห้ามเค้าทันที เค้าพยามทำอย่างนี้ทุกครั้งที่มีโอกาส โดยเฉพาะตอนเล่น เค้ารู้ว่าเค้าเป็นต่อเมื่อไรเค้าจะขึ้นเกาะขาทันที เวลาเราขึ้นยืนทำงานในครัว เผลอๆขึ้นอีกแล้ว เค้าจะเป็นบ่อยมากตอนนั้น .. เราพยามเรียนรู้พฤติกรรมของเค้าไปเรื่อยๆ

สิ่งที่เราทำร่วมกันกับเจ้านายทุกครั้งคือการอาบน้ำให้เจ้าตัวยุ่ง และสอนในสิ่งที่จะให้เค้าเป็นเด็กดี คือ การเห่า เรากลัวมากเรื่องการเห่าอย่างไม่มีเหตุผลของหมา มันน่ารำคาญมากเลย เรารู้ว่าการเห่ามันของคู่กันกับหมา แต่เราต้องหาเหตุผลว่าทำไมเค้าเห่า เราคิดแบบนี้ ทุกครั้งที่เราอยู่กับเค้า เค้าจะเห่าอะไรก็แล้วแต่เราจะพูดบอกเค้าทุกครั้ง จนเจ้าตัวยุ่งไม่เห่าอย่างไม่มีเหตุผล ถ้าไม่เจอสิ่งแปลกใหม่ หรือผิดปกติ ขนาดหมาปากเปราะเห่าได้ทั้งวัน เจ้าตัวยุ่งก็ไม่เห่าตาม มันคงรู้ภาษากันละน่ะว่า "ไอ้ตัวนั้นมันเห่า บ่นอะไรว่ะ" โดยธรรมชาติของหมาบางแก้วเองก็ไม่ใช่หมาปากเปราะที่เห่าพร่ำเพรื่ออยู่แล้ว การเห่าของเขาจะมีความหมายเสมอ ต่อมาก็เริ่มสอนการรับของกินจากเจ้านาย เราจะให้นั่งก่อนทุกครั้ง ถ้าไม่นั่งอด(แด๊ก...อิอิ) นั่งรอเช็ดเท้าก่อนเข้าบ้าน เช็ดตัวก่อนนอน ห้ามกัดสายไฟ ห้ามกัดโซฟา ฯลฯ ... สาระพัดที่เราจะสอนเค้า บอกเค้าได้ในตอนนั้น จนเจ้านายว่า "นี่คุณพูดมากจริงๆ หมามันก็เบื่อน่ะ"

จากที่เริ่มสอนให้รู้จักในเรื่อง "นั่งรอเช็ดเท้าก่อนเข้าบ้าน เช็ดตัวก่อนนอน" ท่านอย่าคิดว่าง่ายๆ น่ะ สำหรับเราคนเลี้ยงมือใหม่ ไม่ใช่เรื่องหมูๆ เลย ก็ไอ้อาการกล้าๆกลัวๆยังฝังในความรู้สึกเราอยู่ อาการที่แสดงออกมาไม่รู้เจ้าตัวยุ่งรู้ได้ไง พอเรายื่นมาไปเช็ดตัวเค้า เค้าจะไล่งับเราตลอด มีขู่บ้าง ไม่ยอมให้เช็ดง่ายๆ โอ๊ย..ไม่อยากพูดถึงตอนนั้นทุลักทุเลมาก "ขอบอก" บางวันเราร้องไห้เลยน่ะ ไม่เอาแล้ว (พูดกับตัวเอง) ความคิดที่จะเอาเจ้าตัวยุ่งเข้าโรงเรียนฝึกก็ได้บังเกิดขึ้น แต่ในเว็บบอกว่าถ้าให้ดีควรอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป เอาล่ะไอ้ตัวยุ่งฉันจะทนเจ้าไปอีก 5 เดือน ฮ่าๆๆ ... บางวันจัดการตัวเค้าเราก็น้ำตาไหลไปพราง ตอนนั้นอารมณ์มันบอกไม่ถูกน่ะ ... แต่พอตกเย็นกลับบ้าน เรากลับคิดถึงเป็นห่วงว่าเค้าจะเป็นไงบ้าง ถามถึงเค้าทุกเย็น เอ๊ะ..มันอย่างไงกัน?

 


โดย อาทร ยงรัตนกิจ - Tuesday, 24 August 2004, 01:18AM
  อย่างที่เคยเขียนไว้ครับว่าผมจะเอาเรื่องของพี่น้อยหน่ามาเรียบเรียงใหม่ ตอนนี้ทำเสร็จส่วนหนึ่งแล้ว อยากให้ทุกคนเข้าไปอ่านกันได้ที่ http://www.bangkaew.com/elearning/mod/forum/post.php?forum=34 มีความคิดเห็นยังไงก็เสนอกันเข้ามาได้เลยครับ

โดย อาทร ยงรัตนกิจ - Friday, 20 August 2004, 01:21AM
 

พี่น้อยหน่าครับ ตอนนี้ผมได้แอบคัดลอกเรื่องหญิงชราฯไว้แล้ว กำลังหาเวลาเรียบเรียงอยู่ครับ ถ้าเป็นไปได้จะเอาบางส่วนไปให้อ่านกันวันอาทิตย์นี้ครับ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหน เพราะตอนนี้งานเข้ามาเยอะเหลือเกิน

จากความรู้สึกส่วนต้วของผม เรื่องที่พี่น้อยหน่าเขียนน่าสนใจมากครับ แต่ถ้ามองในมุมของคนทำหนังสือ คงต้องบอกอย่างตรงไปตรงมาว่าต้องมีการเรียบเรียงกันใหม่พอสมควร หากต้องการให้ออกมาเป็นหน้งสือที่ใครๆก็อยากอ่าน แต่รับรองครับว่าไม่เกินความสามารถของพวกเราแน่นอน

คำถามที่ว่า ทำไมถึงเลือกบางแก้วเป็นหมาตัวแรกที่เลี้ยง แค่หัวข้อนี้ ถ้าจะเขียนกันจริงๆก็ได้หนึ่งบทแล้วครับ เดี๋ยวเราลองมาร่ายกันดูนะครับ


หน้า: (หน้าก่อน)  1 ...  56  57  58  59  60  61  62  63  64  65  66  67  68  (ต่อไป)